อ่านตัวอย่างจากเล่มจริง
สองส่วนนี้คัดจากต้นฉบับคำต่อคำ — คำนำทั้งฉบับ และครึ่งแรกของบทที่ 1
ป้าย ● ◐ ที่เห็นในตัวอย่าง คือป้ายเกรดหลักฐานแบบเดียวกับที่พิมพ์ในเล่ม
คำนำ
หนังสือเล่มนี้เริ่มจากคำสามคำ
"ดื้อ" "ขี้เกียจ" "ไม่ตั้งใจ"
สามคำนี้ถูกพูดกับเด็กไทยทุกวัน ในบ้านและในห้องเรียน และในจำนวนเด็กที่ได้ยินคำเหล่านี้ มีเด็กจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้ดื้อ ไม่ได้ขี้เกียจ และตั้งใจอย่างสุดกำลังแล้ว — แต่สมองด้านที่งานตรงหน้าต้องใช้ ยังไม่แข็งแรงพอจะทำสิ่งที่เราขอ
เด็กที่ฟังคำสั่งในห้องเรียนที่มีเสียงรบกวนไม่รู้เรื่อง ไม่ได้ไม่ฟัง เขาแยกเสียงครูออกจากเสียงพัดลมไม่ได้
เด็กที่เขียนตัวหนังสือเบี้ยวและช้าที่สุดในห้อง ไม่ได้ไม่พยายาม มือของเขายังไม่มีสคริปต์การเคลื่อนไหวที่แม่นพอ
เด็กที่เดินชนโต๊ะทุกวันจนถูกเรียกว่าซุ่มซ่าม ไม่ได้เลินเล่อ แผนที่ร่างกายในหัวของเขายังวาดไม่เสร็จ
เราไม่ได้ขาดความรักที่จะช่วยเด็กเหล่านี้ เราขาดสายตาที่จะมองเห็นเขา
ทำไมต้องสิบด้าน
สมองมนุษย์แบ่งเป็นห้าส่วนใหญ่ และแต่ละส่วนมีสองซีก ซ้ายกับขวา ที่ทำงานคนละแบบกันอย่างชัดเจน ห้าคูณสองจึงได้สิบ
สิบด้านนี้ไม่ใช่การจัดประเภทเด็ก ไม่ใช่การแบ่งคนเป็นสิบแบบ มันคือ สิบมุมที่เราใช้มองเด็กคนเดียวกัน — เด็กหนึ่งคนมีครบทั้งสิบด้าน เพียงแต่แต่ละด้านแข็งแรงไม่เท่ากัน และความไม่เท่ากันนั้นคือสิ่งที่ทำให้เขาเป็นเขา ไม่ใช่ข้อบกพร่องที่ต้องแก้ให้เท่ากันหมด
หนังสือเล่มนี้เลือกไม่ใช้อะไร
แนวคิดสมองสิบด้านเดินทางมาถึงเมืองไทยพร้อมกับ ศาสตร์การวิเคราะห์ลายนิ้วมือ ซึ่งเสนอว่าลายนิ้วมือแต่ละนิ้วบอกศักยภาพของสมองแต่ละส่วนได้
เล่มนี้เลือกไม่ใช้ส่วนนั้น — ไม่ใช่เพราะตัดสินว่ามันไร้ค่า
เหตุผลและเส้นแบ่งการใช้อยู่ในบทที่ 3 อย่างละเอียด แต่สรุปสั้นที่สุดคือ ข้อเสนอนั้นยังพิสูจน์ไม่เสร็จในทางประสาทวิทยา และหนังสือที่พ่อแม่จะเอาไปใช้ตัดสินใจเรื่องลูก ต้องยืนบนสิ่งที่ทุกบ้านตรวจสอบได้วันนี้
เมื่อไม่ใช้ลายนิ้วมือ คำถามที่ตามมาทันทีคือ "แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกอ่อนด้านไหน"
คำตอบของเล่มนี้คือสิ่งที่พ่อแม่และครูทำได้ดีที่สุดอยู่แล้ว — การสังเกต เพียงแต่ต้องรู้ว่ากำลังมองหาอะไร และนั่นคือทั้งเล่มนี้
สิ่งที่เราสัญญา และสิ่งที่เราไม่สัญญา
เราไม่สัญญา ว่าอ่านแล้วลูกจะเก่งขึ้น ไม่สัญญาว่าจะเพิ่มไอคิว ไม่สัญญาว่าจะปลดล็อกอะไรทั้งนั้น
เราสัญญาสองอย่าง หนึ่ง — ทุกข้อความสำคัญในเล่มนี้ติดป้ายบอกว่ามีหลักฐานแค่ไหน คุณจะรู้เสมอว่ากำลังอ่านงานวิจัยหรือกำลังอ่านแนวคิด สอง — ที่ใดที่เราค้นแล้วไม่พบคำตอบ เราพิมพ์ไว้ว่าไม่พบ แทนที่จะเติมข้อความที่ฟังดูดีลงไปแทน
หนังสือเรื่องสมองที่ซื่อสัตย์เรื่องขีดจำกัดของตัวเอง มีประโยชน์กว่าหนังสือที่ตอบได้ทุกคำถาม
ขอบคุณ
ขอบคุณครูประจำชั้นทุกคนที่กรอกแบบคัดกรองนักเรียนปีละหลายรอบ ทั้งที่ไม่มีใครบอกว่ากาช่องนั้นแล้วต้องทำอะไรต่อ หนังสือเล่มนี้พยายามตอบคำถามนั้นให้
และขอบคุณพ่อแม่ที่ยังไม่ยอมเชื่อว่าลูกตัวเอง "ก็แค่ขี้เกียจ" ความไม่ยอมเชื่อนั้นแหละ ที่ทำให้มีคนมองเห็นเด็กคนหนึ่งได้ทันเวลา
บทที่ 1 · แผนที่สมอง 10 ด้าน และเด็กไทยยืนอยู่ตรงไหน (ครึ่งแรก)
ห้าส่วน สองซีก สิบด้าน
สมองใหญ่ของมนุษย์แบ่งเป็นส่วน ๆ ตามตำแหน่งในกะโหลก และแต่ละส่วนมีสองซีก ซ้ายกับขวา ที่ทำงานคนละแบบกันอย่างชัดเจน
ห้าส่วนคูณสองซีก จึงได้ สิบด้าน และนั่นคือแผนที่ของหนังสือเล่มนี้
| ส่วน | อยู่ตรงไหน | ซีกซ้าย | ซีกขวา |
|---|---|---|---|
| ส่วนหน้าสุด | หลังหน้าผาก | ด้านที่ 1 วางแผนและยับยั้งใจ | ด้านที่ 2 เป้าหมายและการมองภาพรวม |
| ส่วนหน้า | ถัดจากหน้าผากไปด้านบน | ด้านที่ 3 ตรรกะ ลำดับขั้น และตัวเลข | ด้านที่ 4 มิติสัมพันธ์และจินตภาพ |
| ส่วนขม่อม | กลางกระหม่อม | ด้านที่ 5 มือที่ทำงานละเอียด | ด้านที่ 6 ร่างกายที่รู้ตำแหน่งตัวเอง |
| ส่วนขมับ | เหนือหู | ด้านที่ 7 ฟังเข้าใจและใช้ภาษา | ด้านที่ 8 จังหวะ เสียง และอารมณ์ในดนตรี |
| ส่วนท้ายทอย | ท้ายทอย | ด้านที่ 9 ตาที่สังเกตเห็นรายละเอียด | ด้านที่ 10 ความงาม สี และงานศิลปะ |
ทั้งตารางมีหลักเดียวกันซ่อนอยู่: ซีกซ้ายทำงานกับรายละเอียดและลำดับ ซีกขวาทำงานกับภาพรวมและความรู้สึก ◐
ซีกซ้ายมองต้นไม้ทีละต้น ซีกขวามองทั้งป่า ซีกซ้ายจับคำ ซีกขวาจับน้ำเสียง ซีกซ้ายนับนิ้ว ซีกขวารู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหนในห้อง
แต่ห้ามอ่านตารางนี้เป็นแผนที่กายวิภาค — เรื่องนี้สำคัญพอที่บทที่ 3 จะยกไปพูดทั้งบท ไม่มีกิจกรรมใดในชีวิตจริงที่ใช้ด้านเดียว ตารางนี้เป็น เครื่องมือมอง ไม่ใช่แผนที่ว่าอะไรอยู่ตรงไหนในหัวเด็ก
ทำไมต้องแบ่งเป็นสิบ
เพราะการมองแบบเดิมทำให้เรามองไม่เห็นเด็กจำนวนมาก
เมื่อเราพูดถึง "เด็กเก่ง" เรามักหมายถึงด้านที่ 3 กับด้านที่ 7 เท่านั้น — คิดเลขเป็น อ่านหนังสือคล่อง สองด้านนี้คือสิ่งที่ระบบการศึกษาวัด และเป็นสิ่งที่คนถามถึงเวลาถามว่า "ลูกเรียนเป็นยังไงบ้าง"
แล้วอีกแปดด้านล่ะ
เด็กที่ต่อของได้ทุกอย่างแต่คิดเลขช้า เด็กที่รู้ทุกครั้งว่าใครในห้องกำลังเศร้า เด็กที่วิ่งเร็วที่สุดในรุ่น เด็กที่จำเพลงได้ทุกเพลงที่เคยได้ยิน — เด็กเหล่านี้ไม่ได้ "ไม่เก่ง" พวกเขาเก่งในด้านที่ไม่มีใครวัด
แผนที่สิบด้านไม่ได้ทำให้เด็กเก่งขึ้น มันทำให้เรามองเห็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว
ครึ่งหลังของบทนี้ — เด็กไทยยืนอยู่ตรงไหนตามการสำรวจระดับชาติ และสองเรื่องที่แก้ได้โดยประเทศไทยมีของให้ฟรีอยู่แล้ว — อยู่ในเล่ม
ตารางสิบด้าน — ตารางเดียวกับในเล่ม (ภาพแผนที่สมองประกอบอยู่ในเล่ม)